ไนแองการ่า น้ำตกสองแผ่นดิน

ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ตระการตาน้ำตกไนแอการ่า

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งประกอบกัน ตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแอการาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา สาเหตุที่มีขนาดใหญ่เพราะจริงๆแล้วน้ำตกไนแอการาเกิดจากน้ำในทะเลสาบตกลงสู่อีกทะเลสาบหนึ่ง น้ำตกไนแอการาประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ น้ำตกเกือกม้า สูง 158 ฟุต, น้ำตกอเมริกาสูง 167 ฟุต, และน้ำตกขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกัน คือน้ำตก Bridal Veil. แม้น้ำตกไนแอการาจะไม่สูงอย่างโดดเด่น แต่ก็กว้างมาก น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศมานานกว่าศตวรรษและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ลือลั่นสนั่นโลก

ตามตำนานเล่าว่า สมัยหนึ่งชาวอินเดียนแดงที่อาศัยแถบนี้ล้มตายลงเป็นอันมากด้วยโรคระบาด พวกเขาเชื่อว่าเป็นเพราะเทพเจ้าแห่งสายน้ำไม่โปรดจึงลงโทษด้วยการคร่าชีวิตผู้คน จึงส่งลูกสาวของหัวหน้าเผ่าลงเรือให้ไหลลงไปตามน้ำตกเพื่อสังเวยแด่เทพเจ้า เทพเจ้าโปรดปรานเธอมาก เธอตกลงยอมเป็นภรรยาโดยมีเงื่อนไขว่าเทพเจ้าต้องช่วยชีวิตผู้คนในเผ่าเธอ เทพเจ้าจึงเปิดเผยว่าที่ผู้คนล้มตายเป็นเพราะงูยักษ์ที่อาศัยอยู่ในลำน้ำคายพิษลงในน้ำดื่ม เธอจึงปรากฏกายขึ้นในม่านน้ำ (mist) เพื่อแจ้งข่าวแก่ชาวบ้าน ตกกลางคืนชาวบ้านจึงรุมจับงูและฆ่าทิ้ง ศพของงูลอยไปติดแก่งเหนือน้ำตก จึงขวางทางน้ำเป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้าอย่างที่เห็น

น้ำตกไนแองการ่า มีความโรแมนติกและเป็นตำนานรักของคู่รักหลายคู่ที่ชวนกันไปถ่ายรูปกับน้ำตกเป็นที่ระลึกในวันแต่งงาน บางรายก็เลือกจะล่องเรือไปใกล้ๆน้ำตกเพื่อให้ได้วิวที่สวยที่สุด น้ำตกแห่งนี้จึงสร้างรายได้มหาศาลให้ทั้งสองประเทศ และไม่เคยร้างผู้คนที่ไปเยือน ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม

น้ำตกไนแอการา อยู่บริเวณทะเลสาบทั้ง 5 ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดามีน้ำตกไนแองการ่าแหล่งท่องเที่ยวที่ลือลั่นสนั่นโลกสถานที่แห่งนี้ไม่เคยที่จะร้างห่างลาผู้คน ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนึ่งฤดูใดก็ตาม น้ำตกไนแองการ่าที่ไหลลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เป็นผืนน้ำขนาดใหญ่ที่ดูเป็นแอ่งนิ่งและสงบอยู่ในแผ่นดินทางสหรัฐอเมริกา แต่ถัดมาที่มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้าขนาดใหญ่กลับเป็นภาพของกระแสน้ำที่หลั่งทะลักลงจากหน้าผาสูงเป็นแนวกว้าง กระโจนลงสู่พื้นเบื้องล่าง และเพราะแรงกระทบที่ตกลงไป ส่งผลให้เกิดละอองกระเซ็นสาดไปทั่วบริเวณ เมื่อกระทบกับแสงแดดที่สาดเข้าใส่ละอองเหล่านั้นจะปรากฏเป็นภาพของรุ้งกินน้ำ ประดับบริเวณน้ำตกอยู่ตลอดเวลา

ท่องเที่ยว ภูเขาโปปา (Mount Popa) ที่สถิตของ มหาคีรีนัต แห่งพุกาม


ภูเขาโปปา หรือเรียกว่า มหาคีรีนัต มีความสูงประมาณ 1,518 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในอดีตเคยเป็นภูเขาไฟ แต่ปัจจุบันได้ดับไปแล้ว (ปะทุครั้งสุดท้ายเกือบ 2,500 ปี มาแล้ว) อยู่ห่างจากเมืองพุกามราว 50 กิโลเมตร ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เขาโปปา (Mount Popa) ชื่อนี้มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่าดอกจำปา เนื่องจากในอดีตบริเวณภูเขาลูกนี้ เคยมีต้นจำปาขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก หรือเรียกอีกชื่อว่า “ภูเขาดอกจำปา”

ภูมิทัศน์โดยรอบภูเขาไฟโปปา เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุและลำธารเล็กๆ ราว 200 แห่ง ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวพม่าเชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้เป็นภูเขา ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นสถานที่สิงสถิตของบรรดาเทวดาและนัตทั้งหลาย “นัต” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 2 ตนสิงสถิตอยู่ ภูเขาโปปา ถูกกล่าวถึงในบันทึกประวัติศาสตร์พม่าตั้งแต่ในยุคของ การเลือกตำแหน่งสร้างอาณาจักรพุกามว่า อดีตภูเขาไฟแห่งนี้เป็นเสมือน เขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งจักรวาล และเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเหล่า “นัต” หรือที่คนพม่าเรียกว่า “มินนัต” คือ วิญญาณ ภูตผี จากผู้ที่เสียชีวิตด้วยการถูกฆ่า หรือถูกทรมานด้วยวิธีต่างๆ ดวงวิญญาณจึงไม่ไปสู่สุคติ มีทั้งคนธรรมดาและผู้ที่มียศศักดิ์ไปจนถึงกษัตริย์ บ่อยครั้งปรากฏกายแสดงอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ กลายเป็นที่เกรงกลัวของชาวบ้านจึงมีการตั้งศาล และนำรูปปั้นเหมือนจริงตั้งไว้ให้คนกราบไหว้บูชา โดยถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปกป้องดูแลบ้านเมือง และยังสามารถขอในสิ่งที่ต้องการได้ด้วย ซึ่งรูปปั้นนัตแต่ละตนจะสวมเสื้อผ้าสวยงาม บางตนนั่งอยู่บนสัตว์ต่างๆ เช่น เสือ หงส์ และม้า บางตนก็ถืออาวุธ แตกต่างกันไปตามเรื่องราวที่ได้รับการกล่าวขาน ตัวอย่างนัตซึ่งหลายคนนิยมกราบไหว้ คือ นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ เหมาะสำหรับคนใจร้อนอยากได้โชคลาภแบบทันใจ เป็นต้น

โดยองค์สำคัญคือ นัตตัจจาเมง (หรือนัตสักรา หรือพระอินทร์), นัตพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้, นัตโยนบะเยง (นัตพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์) เป็นต้น บุคคลที่จะได้รับการรับถือเป็นนัตนั้น ต้องมาจากสาเหตุการตายที่ไม่ใช่การตายธรรมดา กล่าวโดยง่ายคือ ตายโหง เพราะเชื่อว่าจะมีฤทธานุภาพสูงกว่าผีทั่วๆ ไป กษัตริย์ในอดีตของพม่าจะต้องจัดงานเคารพบูชาผีนัตเป็นประจำทุกปี โดยชาวพม่าเชื่อว่าภูเขาแห่งนี้เป็นเสมือนบ้านของผีนัต มีการเฉลิมฉลองเพื่อความเคารพต่อผีนัตในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน

นักแสวงบุญจำนวนมากจะพากันเดินทางขึ้นไปบนภูเขาโปปาเพื่อไปสักการ บูชาบรรดานัตทั้งหลายในช่วงคืนพระจันทร์เต็มดวง คือ ช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน และช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม ภูเขาไฟโปปา และวัดตวงคาลัต สามารถมองเห็นได้แต่ไกล แม้จะยืนอยู่บริเวณแม่น้ำอิรวดีที่อยู่ห่างออกไป 60 กม.ก็ยังสามารถเห็นได้ ด้วยรูปพรรณสัณฐานตามธรรมชาติที่สะดุดตา

นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวต้องขึ้นบันได 777 ขั้น เพื่อไปยังวัดตวงคาลัตซึ่งอยู่บนยอดสุด โดยตลอดทางเต็มไปด้วยฝูงลิงกัง ซึ่งเป็นสัตว์ประจำท้องถิ่น ที่กลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว และเมื่อขึ้นไปถึงวัดจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล มองเห็นเมืองพุกามได้ทั้งเมือง

เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติพิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่

หากพูดถึงภูเขาไฟ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็คงจินตนาการถึงความน่าเกรงขาม และความน่ากลัวเมื่อภูเขาไฟเกิดการระเบิดและพ่นลาวาสูงเฉียดฟ้า ทั้งๆ ที่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ภูเขาไฟถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าพิศวงด้วยมีทัศนียภาพที่สวยงามซับซ้อน ดูน่าค้นหายิ่งนัก เพราะฉะนั้นวันนี้มัชรูมทราเวล จึงจะพาทุกท่านเดินทางสู่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อไปยังภูเขาไฟโบรโม่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีบนมงกุฎของชวาตะวันออก อีกทั้งที่นี่ยังถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

โดยภูเขาไฟโบรโม่คือหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิทจาภูเขาไฟทั้งหมดประมาณ 400 ลูกของอินโดนีเซีย ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,392 เมตร ซึ่งเคยเกิดระเบิดมาแล้วถึง 3 ครั้ง ภายในระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ครั้งล่าสุดที่ภูเขาไฟโบรโม่เกิดการระเบิดก็คือเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 ที่ผ่านมา นอกจากนี้มันยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 10 แห่งอินโดนีเซียที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอีกด้วย .. เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติพิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ อัญมณีแห่งชวาตะวันออก

บนเนินเขาสูงกว่า 40 กิโลเมตร บนชายฝั่งทางตอนเหนือของหมู่เกาะชวาตะวันออก เมื่อนักเดินทางเพื่อมุ่งสู่ภูเขาไฟโบรโม่ จำเป็นที่จะต้องผ่านหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและหมอกควันจากภูเขาในแถบนี้ ที่ไม่ใช่แค่จากบรูโม่เท่านั้น เพราะภายในแถบนี้ยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับอยู่อีก 2 ลูกด้วยกัน และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปชมความงามอันน่ามหัศจรรย์ของภูเขาไฟโบรโม่ ส่วนใหญ่จะรีบเดินทางมาให้ถึงที่หมายก่อนฟ้าสาง เพื่อให้ทันเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะสาดแสงแห่งความสว่างไสวไปทั่วพื้นพิภพนั่นเอง

และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายที่จะพิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ เส้นทางยอดนิยมก็คือการเดินทางจากสุราบายาสู่ เมืองโปรโบลิงโก้ แล้วไปต่อที่หมู่บ้านเซโมโร ลาวัง จากนั้นจึงพักค้างแรมที่นี่หนึ่งคืน เพื่อให้ทันกับการไปชมพระอาทิตย์ในช่วงเช้านั่นเอง รวมถึงการชมปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ด้วย โดยเซโมโร ลาวังเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร มีอุณหภูมิหนาวเย็นในช่วงเวลากลางคืนและช่วงเช้ามืด ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจำเป็นจะต้องพกพาเสื้อหนาวหรือกางเกงขายาวมาด้วยเป็นอย่างน้อย นอกเหนือจากเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับการปีนเขาหรือการเดินเท้าในระยะไกลๆ

สถานที่ท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาวปารีส

9

นับเป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่ง สำหรับกรุง “ปารีส” ที่หากใครได้ไปเยือนแล้วก็ต้องตกหลุมรักในบรรยากาศอันสุดแสนจะโรแมนติกของเมือง ๆ นี้ จนอยากจะกลายเป็นคนเมืองนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงปารีสส่วนใหญ่ต่างก็มีเวลาที่จำกัด ขณะที่เมือง ๆ นี้ มีสถานที่ที่น่าสนใจนับไม่ถ้วน จนทำให้การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ในปารีสกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากมีเวลาเที่ยวเพียงไม่กี่วัน แต่ไม่ว่าจะมีเวลาเที่ยวปารีสมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยก็คือการไปเยือน 10 สถานที่ต่อไปนี้ ที่ทำให้คุณได้สัมผัสกับความเป็น “ปารีส” อย่างแท้จริง การนั่งรถทัวร์ชมกรุงเป็นสิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวที่มาปารีสเป็นครั้งแรก เพราะที่นี่จะมีรถทัวร์ที่เรียกกันว่า L’Open ทัวร์ ซึ่งเป็นรถทัวร์ที่มีดาดฟ้าอยู่ข้างบน เพื่อให้คุณได้ชมเมืองปารีสอย่างไม่มีอะไรบดบังสายตาเลย

นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋ววันเดียวหรือสองวันก็ได้ สำหรับการนั่งรถชมเมืองใน 4 เส้นทาง โดยทันทีที่คุณซื้อตั๋วแล้ว ทางรถทัวร์จะมีชุดหูฟังให้คุณ เพื่อใช้ในการเสียบต่อกับแจ็คที่อยู่บริเวณด้านข้างของเบาะที่นั่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถฟังบรรยายไปตลอดการเดินทาง โดยเลือกฟังได้ถึง 8 ภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอิตาลี ภาษาเยอรมัน ภาษาสเปน ภาษารัวเซีย และภาษาจีน สำหรับเคล็ดลับในการนั่งรถทัวร์ชมกรุงปารีสนั้น แนะนำให้คุณลองใช้บริการในวันธรรมดาหรือเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์จะดีที่สุด เพราะหากใช้บริการในช่วงเวลาอื่นคนจะแน่นมาก และคุณอาจจะได้ยืนในห้องยืนที่จัดไว้รองรับเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นอกจากนี้ หากคุณใช้บริการช่วงคนน้อย คุณสามารถที่จะเปลี่ยนแจ็กหูฟังของคุณได้ในกรณีที่ใช้หูฟังต่อกับแจ็กบางตัวไม่ได้อีกด้วย

หอไอเฟลไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองปารีสเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสด้วย ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวคนใดไม่ได้ไปเยือนหอไอเฟล ถือว่าไปไม่ถึงฝรั่งเศสเลยทีเดียว ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวกว่า 60 ล้านคน ไปเยือนหอไอเฟล โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมทัศนียภาพรอบกรุงปารีสได้ เพียงแค่ซื้อบัตรที่บูธซึ่งอยู่บริเวณฐานของหอไอเฟล แล้วขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นต่าง ๆ ของหอไอเฟล

แหล่งท่องเที่ยวในจีนที่น่าสนใจ

ใครที่กำลังเดินทางไปเที่ยวจีน แต่ยังไม่ทราบว่าจะเที่ยวที่ไหนบ้าง วันนี้เรามีสถานที่ท่องเที่ยวของจีนที่ไม่ควรพลาด !มาแนะนำกันค่ะ เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจในกเที่ยวจีนให้สนุกมากขึ้นค่ะ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้างที่น่าสนใจ

1. The Forbidden City หรือนครต้องห้าม ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน และอยู่ทางตอนเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้แต่ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า“พระราชวังต้องห้าม” จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต

2. The Great Wall หรือ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ“กำแพงเมืองจีน” บ้างก็เรียกว่า“กำแพงหมื่นลี้” เพราะมีความยาวถึง 6,350 กิโลเมตร กำแพงเมืองจีนสร้างเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยฮ่องเต้องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย

3. The Terracotta Warriors หรือ “สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้” สุสานของจอมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉิน เป็นสุสานที่เต็มไปด้วยหุ่นดินเผาของทหารและม้านับหมื่น เล่ากันว่า“จิ๋นซีฮ่องเต้” มีพระบัญชาให้สร้างมหาสุสานเพื่อเป็นที่พักผ่อนชั่วนิรันดร์ โดยใช้ช่างฝีมือและคนงานกว่าเจ็ดแสนคนปั้นหุ่นทหารจากแบบที่เป็นคนจริง เมื่อปั้นเสร็จคนที่เป็นแบบจะถูกสังหารให้วิญญาณมาสถิตในหุ่นเพื่อพิทักษ์สุสาน ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครพบที่ฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ และที่นี่ก็กลายมาเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ตะลึงกันทั่วโลก

4. Karst Mountains in Yangshuo ในเมืองหยางโจว เป็นภูเขาที่สวยงามและมีชื่อเสียงมาก ตั้งอยู่ที่มณฑลกวางซีซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของที่นี่คือการมองจากหยางโจว เขตเทศบาลเล็กๆ บริเวณชานเมือง“กุ้ยหลิน” ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลกวางซี

5. Hangzhou – Paradise on Earth “หางโจว” (Hangzhou) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน เป็นสวรรค์บนดินที่ล้อมรอบด้วย“ทะเลสาบซีหู” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากที่สุด

6. Jiuzhaigou หุบเขา“จิ่วจ้ายโกว” (Jiuzhaigou) เป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน มีทะเลสาบที่สวยมหัศจรรย์เหลือจะบรรยาย ยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง สีเหลืองของใบไม้สะท้อนผ่านสีเขียวของผืนน้ำ เกิดเป็นภาพที่สะกดทุกสายตา จนในปี พ.ศ. 2535 องค์การยูเนสโกได้ประกาศพื้นที่นี้ให้เป็นมรดกโลก และเป็น World Biosphere Reserve ใน พ.ศ. 2540

7. Potala Palace, Lhasa “พระราชวังโปตาลา” ตั้งอยู่ที่กรุงลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน ปราสาทนี้ถูกสร้างในลักษณะของวังซ้อนวัง พระราชวังวงนอกเรียกว่า วังขาว เพราะทาสีขาว สร้างเสร็จ ปี ค.ศ. 1648 พระราชวังชั้นในเรียกว่าวังแดง ได้ชื่อตามผนังที่ทาสีแดง สร้างที่หลังวังขาวเกือบ 50 ปี ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่ เป็นศูนย์รวมใจของโปตาลา

8. The Bund, Shanghai (The Bund เป็นภาษาเยอรมันหมายถึงจุดนัดพบ) หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า “Waitan” (ไว่ทัน) คือพื้นที่ที่อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำHuangpu ทิวทัศน์ที่น่าสนใจบริเวณนี้ก็คือเหล่าตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปในยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “An International Exhibition of Architecture” หรือนิทรรศการแสดงสถาปัตยกรรมนานาชาติ

9. Giant Pandas and Chengdu อยากชิมอาหารพื้นเมืองอันมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ไม่ควรพลาด“เฉิงตู” หนึ่งในเมืองสวยงามและเป็นแหล่งที่รวมอาหารเด็ดที่สุดในซีอาน พร้อมสัมผัสแพนด้ายักษ์อย่างใกล้ชิดที่สถาบันวิจัยการผสมพันธุ์สัตว์

10. Modernity in Hong Kong “ความล้ำสมัยที่สุดของจีนสัมผัสได้จากฮ่องกง“ เชื่อกันว่าหากอยากเห็นภาพตระการตาและไฮเทคของบ้านเมืองพี่จีน ให้ข้ามไปที่เกาะเกาลูน ฝั่งฮ่องกงแล้วมองกลับมา และภาพนั้นจะปรากฏอยู่ตรงหน้า

เป็นไงกันบ้างค่ะมีให้เลือกหลายที่เลยใช่มั้ยค่ะ และแต่ละที่ก็น่าสนใจทั้งนั้น หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ชอบการท่องเที่ยวนะค่ะ แล้วอย่าลืมเดินทางไปเที่ยวกันนะค่ะ รับรองว่าคุณจะติดใจอย่างแน่นอนค่ะ

การท่องเที่ยวบนเส้นทางสายไวน์กับประเทศนิวซีแลนด์

การท่องเที่ยวบนเส้นทางสายไวน์กับประเทศนิวซีแลนด์

การท่องเที่ยวบนเส้นทางสายไวน์เริ่มต้นที่ภูมิภาค Hawke’s Bay แหล่งกำเนิดของ Mission Estate ไร่ไวน์เก่าแก่ที่สุดในนิวซีแลนด์สร้างโดยมิชชั่นนารีชาวฝรั่งเศสในราวปี 1851เฉพาะในเขตนี้มีไร่ไวน์มากกว่า 30 แห่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชิมไวน์ ซึ่งนอกจากการชิมไวน์แล้ว ไร่ไวน์อย่าง Creggy Range ยังมีบริการอาหารอร่อยทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ เช่นเดียวกับ Sileni Estates ที่มีร้านอาหารชั้นดีให้เลือกถึง 2 แห่งพร้อมร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโรงเรียนสอนทำอาหารจาก Hawke’s Bay ขับรถเรื่อยๆ ลงใต้ไปตามเส้นทางผ่านสวนผลไม้ เมืองเล็กๆ น่ารักและฟาร์มสเตย์ นิวซีแลนด์ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงก็จะถึงหมู่บ้านไวน์ Martinborough แหล่งรวมไวน์แบบบูติกที่มีทั้งไวน์ รสชาติดีและสภาพแวดล้อมสวยงามกว่า 26 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นไร่ไวน์ Ata Rangi หรือ Palliser Estate ที่อยู่ใกล้จนเดินถึงกันได้ จะเป็นการดีหากนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสแวะ Martinborough Wine Centre ศูนย์ให้ความรู้ด้านไวน์ระดับภูมิภาคแห่งแรกของนิวซีแลนด์ ก่อนชมภายในตัวเมืองเพื่อการเที่ยวชมไร่ไวน์ท้องถิ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ห่างจาก Martinborough เพียง 75 นาทีโดยการขับรถก็จะเข้าสู่ Wellington เมืองหลวงของประเทศนิวซีแลนด์ ที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวาของศิลปะ วัฒนธรรม อาหารและร้านกาแฟเก๋ๆ ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมอาคารรัฐสภาฟรี หรือหากต้องการสัมผัสกับเรื่องราวความเป็นมาของชาวนิวซีแลนด์ รวมทั้งทำความรู้จักกับสภาพภูมิประเทศในแง่มุมต่างๆ ก็ไม่ควรพลาดเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Te Papa จากเมือง Wellington นั่งเรือเฟอรี่เพียง 3 ชั่วโมงข้ามช่องแคบคุก ไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่สุดของปรากฏการณ์ความงามแห่งธรรมชาติ ที่ Marlborough Sounds สู่เมือง Picton ทางตอนเหนือของเกาะใต้ ด้วยทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตลอดการเดินทาง ลัดเลาะไปตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค นี่คือจุดเริ่มต้นของความประทับใจที่ยากจะลืมของการเดินทางครั้งนี้ จากนั้นใช้เวลาขับรถอีก 30 นาที ถึงเมือง Blenheim เมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาค Martinborough ที่ได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคแห่งไวน์อย่างแท้จริงอีกแห่ง ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของ Sauvignon Blanc และไร่ไวน์ที่มีมากกว่า 40 แห่งภายในรัศมี 15 กิโลเมตรจากตัวเมือง Blenheim ซึ่งรวมไร่ไวน์ Cloudy Bay Winery อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้อีกด้วยแม้ว่าการท่องเที่ยวบนเส้นทางนี้จะเน้นไปที่ไวน์และอาหาร แต่บนเส้นทางนี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่ให้คุณได้เพลิดเพลินกับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco และอาณาจักรของนกแกนเน็ต บนยอดเขา Cape Kidnappers ที่ Hawke’ s Bay หรืออาณาจักรแมวน้ำที่ Palliser Bay รวมถึงชายฝั่งมหาสมุทรที่โค้งเว้างดงามของ Marlborough Sounds