แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ดาวเด่นดวงใหม่แห่งอาเซียน


ในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดประเทศหนึ่งก็คือ “ประเทศเมียนมาร์” หรือ “พม่า” ที่มีความน่าสนใจทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว หลายสิบปีที่พม่าปิดประเทศด้วยสาเหตุจากความไม่สงบทางการเมือง ตัดขาดความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมานานนับสิบปี แต่ภายใต้ฉากหน้าของรัฐบาลทหารเผด็จการ หลายคนทราบดีว่าพม่าอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติ พม่าจึงเป็นขุมทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับจ้องอย่างไม่ละสายตา

ในด้านการท่องเที่ยวพม่านับว่าเป็นประเทศเนื้อหอมที่นักท่องเที่ยวต่างก็อยากเดินทางไปสัมผัส โดยข้อมูลจาก Ministry of Hotels and Tourism ของประเทศเมียนมาร์ระบุว่า ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของพม่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มขยายตัว จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปยังพม่าจำนวน 1.93 แสนคน เพิ่มขึ้นเป็น 3.91 แสนคน ซึ่งหากเทียบกับบ้านเราถือว่าจำนวนยังน้อยกว่ากันมาก แต่หากดูจากค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26.5 ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2552-2554 ต้องถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว อีกทั้งด้านรายได้ท่องเที่ยวของพม่าในปี 2551 มีมูลค่า 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้เพิ่มเป็น 319 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 24.7 ต่อปี

เหตุที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมายังพม่าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นนี้ อาจเป็นเพราะพม่าปิดประเทศมานาน อะไรที่คนไม่เคยรู้ก็เลยอยากจะรู้ อยากจะไปเห็น และพม่าก็มีแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก หนึ่งเพราะการที่พม่าปิดประเทศสมัยเป็นเผด็จการทหารทำให้แหล่งโบราณสถานไม่ถูกทำลายมากนัก และสอง ชาวพม่าเป็นคนมีศรัทธาเหนียวแน่นในพระพุทธศาสนา เขาได้บำรุงรักษาโบราณสถานของเขาไว้เป็นอย่างดี ผมไม่ได้หมายความว่าการตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารนั้นดี แต่มันทำให้โบราณสถานเหล่านั้นคงสภาพดีจนปัจจุบัน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ในช่วงนี้สายการบินต่างๆ โดยเฉพาะในบ้านเรา จะเพิ่มเที่ยวบินตรงไปยังเมืองต่างๆ ของพม่า ทางพม่าเองแม้จะรับทรัพย์จากการท่องเที่ยวมาเข้ากระเป๋าจำนวนมหาศาลแล้ว แต่ก็ยังมีแผนที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวและจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นไปอีก โดยล่าสุดก็ได้เปิดตัวแผนแม่บทด้านการท่องเที่ยวมูลค่าเกือบ 500 ล้านเหรียญ ที่ทำร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และรัฐบาลนอร์เวย์ ซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ปกป้องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สำคัญ และปกป้องรักษาชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ (ethic communities) และวางโครงสร้างแนวทางเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่พม่า โดยไม่คุกคามแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม หรือเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ อีกทั้งยังตั้งใจว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้นเป็น 7.5 ล้านคนในปี 2563 หรือคิดเป็น 7 เท่าของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปัจจุบัน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 1.0 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากพม่ามุ่งมั่นพัฒนาและมีผู้ร่วมสนับสนุนเป็นอย่างดีแล้ว ก็เชื่อได้ว่าเป้าหมายที่ฝันคงจะไม่ไกลเกินไป

ส่วนไทยเราต้องเลิกมองพม่าอย่างศัตรูคู่แค้น เลิกมองเจดีย์ชเวดากองแล้วนึกถึงทองจากกรุงศรีอยุธยา แต่ควรหันกลับมายอมรับว่าพม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกันมายาวนาน เป็นเพื่อนบ้านที่แม้จะเริ่มลุกช้า แต่ก็ออกเดินอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังควรเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกับพม่าหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ที่กำลังจะมาถึงนี้ดีกว่า