สถานที่ท่องเที่ยว ประจำเดือนกรกฎาคม

เผลอแว้บเดียวก็ผ่านครึ่งปี 2558 มาซะละ ไวเหมือนโกหก เพื่อน ๆ คงได้เดินทางไปเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ มากมาย และเช่นเคยต้นเดือนแบบนี้ จะมาแนะนำที่เที่ยวประจำเดือน เราจัดมาให้คุณอย่างดีในเดือนกรกฎาคม ทั้งแช่น้ำตกเย็นชุ่มฉ่ำ ย่ำภูเขาชิลสายหมอก พร้อมกิจกรรมแอดเวนเจอร์ครบรสแน่นอน

1. น้ำตกสาริกา จ.นครนายก

น้ำตกสาริกา จ.นครนายก น้ำตกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีน้ำไหลตลอดปี แต่ช่วงฤดูฝนไปจนถึงปลายฝนต้นหนาว จะเป็นช่วงที่มีน้ำเยอะที่สุด สวยงาม เหมาะแก่การมาเที่ยวชมเล่นน้ำ ถ่ายภาพ เป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ด้วยนะ

2. ภูทอก จ.เลย

ภูทอก ภูเขาสูงที่นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์เมืองเชียงคานและลำน้ำโขง จัดเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของอำเภอเชียงคาน โดยช่วงเช้านักท่องเที่ยวจะขึ้นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นสวย ๆ บนภูทอกท่ามกลางอากาศหนาวเย็นไอหมอกจาง ๆ ในตอนเช้า ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวหมอกจะลงหนามาก ๆ ทำให้สามารถเห็นทะเลหมอกบนจุดชมวิวได้

3. ทุ่งดอกกระเจียว อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จ.ชัยภูมิ

“ดอกกระเจียว” เป็นดอกไม้ที่ถูกยกให้เป็น “ราชินีแห่งป่าฝน” ซึ่งที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เมื่อเข้าสู่หน้าฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกรกฎาคมของทุกปี ดอกกระเจียวจะเริ่มออกดอกเบ่งบานชูช่อความสวยงามของดอกกระเจียวนานาพันธุ์ หลากสีสันทั้งสีขาว สีขมพู และสีเขียว และนอกจากที่ อ.เทพสถิตแล้ว ยังมีดอกกกระเจียวให้ได้ชมกันอีกที่คือ ที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ อีกด้วย

4. อ่าวท่าเลน จ.กระบี่
อ่าวท่าเลน อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของจังหวัดกระบี่ ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาสัมผัสกับกิจกรรมทางน้ำ พายเรือคายัคชมธรรมชาติป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางเขาหินปูนสลับซับซ้อน ดูลึกลับหน้าค้นหา นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจึงนิยมเดินทางมาสัมผัสความ Unseen ของจังหวัดกระบี่ไม่ขาดสาย

5. ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์
ภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเพชรบูรณ์ ภูมิประเทศมีความงดงามอย่างมาก เต็มไปด้วยทะเลภูเขา ป่าไม้และธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธ์ เย็นสบายตลอดปี ช่วงฤดูฝนในตอนเช้าจะมีหมอกและกลุ่มเมฆ มองเห็นเป็นทะเลหมอกตัดกับยอดภูสีเขียว และยังเป็นเป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อีกด้วย

6. น้ำตกปุญญบาล จ.ระนอง
น้ำตกปุญญบาล หรือชื่อเดิมว่า น้ำตกเส็ดตะกวด เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งมีน้ำไหลแรงตลอดปี ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติลำน้ำกระบุรี ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งทะเลอันดามัน ในท้องที่อำเภอกระบุรี อำเภอละอุ่น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเที่ยวน้ำตก และการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ โดยน้ำตกนั้นอยู่บริเวณข้างทางหลวงหมายเลข 4 อยู่ติดกับถนนเพชรเกษม ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 3 กิโลเมตร

7. เนินช้างศึก จ.กาญจนบุรี
เนินช้างศึก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งจะได้ชมวิวทิวทัศน์ของสันเขาช้างเผือก ที่เรียงรายสลับซับซ้อนเป็นแนวยาว อากาศเย็นสบายตลอดปี ยิ่งมาช่วงหน้าฝน อากาศยิ่งดี และอาจเจอทะเลหมอกสวย ๆ ด้วย เหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพมาก ๆ

8. บ้านป่าบงเปียง แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
บ้านป่าบงเปียง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ในเดือนกรกฎาคมจะเป็นช่วงดำนา คุณจะได้พบกับแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบกับนาขั้นบันไดที่สวยงามสุด ๆ ด้วยวิวท้องทุ่งนาบนเนินเขาสูงบวกกับวิวเทือกเขาสลับซับซ้อน เกิดเป็นจุดชมวิวที่สวยงามน่าชมอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงฤดูฝน และปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่เหมาะสมมากกับการมาสัมผัสบรรยากาศดี ๆ และความสวยงามของท้องทุ่งนาเขียวและเหลือง

9. ล่องแก่งอุ้มผางคี จ.ตาก

ล่องแก่งอุ้มผางคี อีกหนึ่งการท่องเที่ยวสุดมันส์ของคนที่รักธรรมชาติ และการผจญภัย ตั้งอยู่ที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อน ๆ จะได้สัมผัสหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกที่นี้ กับการเดินเท้ากว่า 3 ชั่วโมง ลุยโคลน ลุยน้ำ ผ่านผืนป่า เพื่อจุดใหม่ปลายทาง ณ ต้นน้ำอุ้มผางคี เพื่อท้าทายกับความเชี่ยวกราดของสายน้ำกว่า 77 แก่ง ยิ่งในช่วงฤดูฝน คือช่วงระหว่าง มิถุนายน – ตุลาคม จะเป็นช่วงที่น้ำหลาก เหมาะแก่การมาล่องแก่ง สัมผัสการผจญภัยสุดมันส์

10. ภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร
ณ อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและควรค่าแก่การไปเยี่ยมชมสักครั้ง อีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกันดีของบรรดานักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาตินั่นก็คือ “ภูผาเทิบ” ประติมากรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาติ เกิดขึ้นจากการกัดเซาะ ของลม ฝน และแสงแดด ผ่านกาลเวลามายาวนานถึง 125 – 95 ล้านปี จนกลายเป็นหินรูปทรงแปลกตา ตั้งอยู่บนลานหินอันกว้างใหญ่ รายล้อมไปด้วยหมู่แมกไม้นานาพันธุ์

สถานที่ท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาวปารีส

9

นับเป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่ง สำหรับกรุง “ปารีส” ที่หากใครได้ไปเยือนแล้วก็ต้องตกหลุมรักในบรรยากาศอันสุดแสนจะโรแมนติกของเมือง ๆ นี้ จนอยากจะกลายเป็นคนเมืองนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงปารีสส่วนใหญ่ต่างก็มีเวลาที่จำกัด ขณะที่เมือง ๆ นี้ มีสถานที่ที่น่าสนใจนับไม่ถ้วน จนทำให้การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ในปารีสกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากมีเวลาเที่ยวเพียงไม่กี่วัน แต่ไม่ว่าจะมีเวลาเที่ยวปารีสมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยก็คือการไปเยือน 10 สถานที่ต่อไปนี้ ที่ทำให้คุณได้สัมผัสกับความเป็น “ปารีส” อย่างแท้จริง การนั่งรถทัวร์ชมกรุงเป็นสิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวที่มาปารีสเป็นครั้งแรก เพราะที่นี่จะมีรถทัวร์ที่เรียกกันว่า L’Open ทัวร์ ซึ่งเป็นรถทัวร์ที่มีดาดฟ้าอยู่ข้างบน เพื่อให้คุณได้ชมเมืองปารีสอย่างไม่มีอะไรบดบังสายตาเลย

นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋ววันเดียวหรือสองวันก็ได้ สำหรับการนั่งรถชมเมืองใน 4 เส้นทาง โดยทันทีที่คุณซื้อตั๋วแล้ว ทางรถทัวร์จะมีชุดหูฟังให้คุณ เพื่อใช้ในการเสียบต่อกับแจ็คที่อยู่บริเวณด้านข้างของเบาะที่นั่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถฟังบรรยายไปตลอดการเดินทาง โดยเลือกฟังได้ถึง 8 ภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอิตาลี ภาษาเยอรมัน ภาษาสเปน ภาษารัวเซีย และภาษาจีน สำหรับเคล็ดลับในการนั่งรถทัวร์ชมกรุงปารีสนั้น แนะนำให้คุณลองใช้บริการในวันธรรมดาหรือเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์จะดีที่สุด เพราะหากใช้บริการในช่วงเวลาอื่นคนจะแน่นมาก และคุณอาจจะได้ยืนในห้องยืนที่จัดไว้รองรับเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นอกจากนี้ หากคุณใช้บริการช่วงคนน้อย คุณสามารถที่จะเปลี่ยนแจ็กหูฟังของคุณได้ในกรณีที่ใช้หูฟังต่อกับแจ็กบางตัวไม่ได้อีกด้วย

หอไอเฟลไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองปารีสเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสด้วย ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวคนใดไม่ได้ไปเยือนหอไอเฟล ถือว่าไปไม่ถึงฝรั่งเศสเลยทีเดียว ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวกว่า 60 ล้านคน ไปเยือนหอไอเฟล โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมทัศนียภาพรอบกรุงปารีสได้ เพียงแค่ซื้อบัตรที่บูธซึ่งอยู่บริเวณฐานของหอไอเฟล แล้วขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นต่าง ๆ ของหอไอเฟล

การท่องเที่ยวบนเส้นทางสายไวน์กับประเทศนิวซีแลนด์

การท่องเที่ยวบนเส้นทางสายไวน์กับประเทศนิวซีแลนด์

การท่องเที่ยวบนเส้นทางสายไวน์เริ่มต้นที่ภูมิภาค Hawke’s Bay แหล่งกำเนิดของ Mission Estate ไร่ไวน์เก่าแก่ที่สุดในนิวซีแลนด์สร้างโดยมิชชั่นนารีชาวฝรั่งเศสในราวปี 1851เฉพาะในเขตนี้มีไร่ไวน์มากกว่า 30 แห่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชิมไวน์ ซึ่งนอกจากการชิมไวน์แล้ว ไร่ไวน์อย่าง Creggy Range ยังมีบริการอาหารอร่อยทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ เช่นเดียวกับ Sileni Estates ที่มีร้านอาหารชั้นดีให้เลือกถึง 2 แห่งพร้อมร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโรงเรียนสอนทำอาหารจาก Hawke’s Bay ขับรถเรื่อยๆ ลงใต้ไปตามเส้นทางผ่านสวนผลไม้ เมืองเล็กๆ น่ารักและฟาร์มสเตย์ นิวซีแลนด์ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงก็จะถึงหมู่บ้านไวน์ Martinborough แหล่งรวมไวน์แบบบูติกที่มีทั้งไวน์ รสชาติดีและสภาพแวดล้อมสวยงามกว่า 26 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นไร่ไวน์ Ata Rangi หรือ Palliser Estate ที่อยู่ใกล้จนเดินถึงกันได้ จะเป็นการดีหากนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสแวะ Martinborough Wine Centre ศูนย์ให้ความรู้ด้านไวน์ระดับภูมิภาคแห่งแรกของนิวซีแลนด์ ก่อนชมภายในตัวเมืองเพื่อการเที่ยวชมไร่ไวน์ท้องถิ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ห่างจาก Martinborough เพียง 75 นาทีโดยการขับรถก็จะเข้าสู่ Wellington เมืองหลวงของประเทศนิวซีแลนด์ ที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวาของศิลปะ วัฒนธรรม อาหารและร้านกาแฟเก๋ๆ ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมอาคารรัฐสภาฟรี หรือหากต้องการสัมผัสกับเรื่องราวความเป็นมาของชาวนิวซีแลนด์ รวมทั้งทำความรู้จักกับสภาพภูมิประเทศในแง่มุมต่างๆ ก็ไม่ควรพลาดเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Te Papa จากเมือง Wellington นั่งเรือเฟอรี่เพียง 3 ชั่วโมงข้ามช่องแคบคุก ไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่สุดของปรากฏการณ์ความงามแห่งธรรมชาติ ที่ Marlborough Sounds สู่เมือง Picton ทางตอนเหนือของเกาะใต้ ด้วยทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตลอดการเดินทาง ลัดเลาะไปตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค นี่คือจุดเริ่มต้นของความประทับใจที่ยากจะลืมของการเดินทางครั้งนี้ จากนั้นใช้เวลาขับรถอีก 30 นาที ถึงเมือง Blenheim เมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาค Martinborough ที่ได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคแห่งไวน์อย่างแท้จริงอีกแห่ง ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังของ Sauvignon Blanc และไร่ไวน์ที่มีมากกว่า 40 แห่งภายในรัศมี 15 กิโลเมตรจากตัวเมือง Blenheim ซึ่งรวมไร่ไวน์ Cloudy Bay Winery อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้อีกด้วยแม้ว่าการท่องเที่ยวบนเส้นทางนี้จะเน้นไปที่ไวน์และอาหาร แต่บนเส้นทางนี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่ให้คุณได้เพลิดเพลินกับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco และอาณาจักรของนกแกนเน็ต บนยอดเขา Cape Kidnappers ที่ Hawke’ s Bay หรืออาณาจักรแมวน้ำที่ Palliser Bay รวมถึงชายฝั่งมหาสมุทรที่โค้งเว้างดงามของ Marlborough Sounds